พบแล้ว!!! วัสดุสีดำ ที่ดำที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรู้จัก!!!
posted on 26 Feb 2008 15:57 by poompuien in -News-
สวัสดีครับ...ข่าววันนี้ เป็นข่าวดีของคนชอบ “สีดำ” เพราะครั้งนี้ เป็นสีดำที่ดำที่สุดเท่าที่คุณและผมเคยรู้จัก!!! ดำยิ่งกว่ากา! ดำยิ่งกว่าโอรีโอ้! ดำยิ่งกว่าชาดำเย็น (ดำตรงไหน?) และเหนืออื่นใด...ครั้งนี้...สิ่งนี้จะดำยิ่งกว่าคุณแป้น!!!
ตะลึง!!!
และบางคนอาจไม่ตะลึงเพราะไม่รู้จัก คุณแป้น!
ี่
(ทำไมผมรู้สึกว่าเป็นของที่แปลกที่ออกงานวัดได้นะ?)
ผู้สร้างและผู้ค้นพบก็คือ ศาสตราจารย์ Pulickel Ajayan และลูกทีมจาก มหาวิทยาลัย Rice University ใน Texasควบตำแหน่งอีกที่คือ สถาบัน Rensselaer Polytechnic Institute ใน New York (อ่า...โนคอมเมนต์จริงๆ)
แต่ก่อนอื่นคุณเข้าใจแล้วหรือยังว่า... สีที่เราเห็นว่าเป็น “สีดำ” นั้น ทำไมมันถึงดำ?
คุณอาจเถียงผมว่า ก็มันเป็นสีดำ มันก็เลยดำไง!!!
ผมคงประเมินคุณได้สองอย่างว่า คุณตอบได้กวนซ่งตีงมาก กับ คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ!
เอาเป็นว่าคุณเข้าใจผิดก็แล้วกันครับ...
สีดำที่เราเห็นนั้น หมายความว่า เราไม่เห็นมันครับ...
(งงมั้ย?งงแน่นอน...และผมก็ไม่ได้กวนซ่งตีงกลับด้วย...นี่พูดจริง จี๊ง!)
ผมจะอธิบายว่าการที่คนเราจะมองเห็นสีอะไรเป็นสีอะไรมากมายได้นั้นเกิดจาก แสงจากแหล่งกำเนิด เช่นแสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ แสงจากหลอดตะเกียบ แสงเทียน แสงหิ่งห้อย แสงดวงจันทร์ แสงแห่งความหวัง (อันหลังสุดไม่ใช่นี่!) ซึ่งแสงทั้งหลายเหล่านี้ประกอบไปด้วยสีสันต่างๆมากมาย ทุกเฉดสีเลย เอาเป็นว่าเป็นสีรุ้งก็แล้วกันนะครับเข้าใจง่ายดี...
Source : wikipedia
ในขณะที่แสงวิ่งไปกระทบกับวัตถุอย่างหนึ่ง สมมุติว่าเป็นกล้วยไข่...
(ทำไมต้องเป็นกล้วยไข่? ก็ผมชอบกินอ่ะ มีไรป่ะ?)
กล้วยไข่ยิ้มแสยะอย่างรู้เท่าทัน แล้วเอ็ดสวนทางไปหาแสงว่า...
“จะมากระทบฉันเฉยๆไม่ได้นะยะหล่อน หล่อนน่ะ ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนให้ชั้นก่อน!”
“ข้อแลกเปลี่ยนอะไรเหรอคะ?” แสงถามอย่างซื่อๆ
“เธอต้องให้ฉันดูดสีทุกสีทีเธอมี ยกเว้นสีเหลือง!” กล้วยไข่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะแสงเป็นเด็กอินโนเซนส์ เลยตอบไปในทันที
“ตกลงจ้ะ...เธอไม่เอาสีเหลืองสินะ...”
แล้วแสงก็มอบสีทั้งหมดให้กับกล้วยไข่ ทำให้แสง เหลือแต่สีเหลืองเท่านั้น...
“เอาล่ะแสง...เธอกระทบกับฉันแล้วนี่!! สะท้อนกลับออกไปได้แล้วย่ะ!!!” กล้วยไข่ตะคอกตอกหน้าแสงเข้าให้ (กล้วยไข่เป็นนางอิจฉาเหรอนี่?)
แสงจึงจำต้องระหกระเหินชิ่งออกมา
“อ้อ! ยัยแสง อย่าลืมซักผ้าให้ชั้นด้วยล่ะ!!” ยังไม่วายสั่งไล่หลังมาอีก ช่างน่าสงสารแสงยิ่งนัก…
แสงที่เหลือแต่เพียงสีเหลืองก็วิ่งกลับมายังลูกกะตาของเรา ทำให้เราเห็นกล้วยไข่เป็นสีเหลืองยังไงล่ะครับ!!!
คราวนี้มาถึงสีดำ พระเอกของเราบ้าง เอาเป็น “โอเลี้ยง” ก็แล้วกัน ดำดี~
ในขณะที่แสงวิ่งไปกระทบกับโอเลี้ยง โอเลี้ยงตกใจในความงามของแสง แต่ก็ไม่แสดงท่าทีให้แสงเห็นว่าเขาสนใจหล่อน ทันใดนั้นโอเลี้ยงก็ตั้งสติได้ทันควัน...
“หยุดก่อนครับคุณ จู่ๆก็วิ่งทะเล่อทะร่าเข้ามาแบบนี้ เดี๋ยวเจ็บตัวเอาได้ง่ายๆนะครับ...” ไม่น่าเชื่อว่าโอเลี้ยงจะเรียบเรียงคำพูดได้สวยหรูอย่างกับพระเอกละครช่องเจ็ด
“เอ่อ แสงขอโทษค่ะ แต่แสงมาทางนี้แล้วคงต้องกระทบกับคุณอย่างเลี่ยงไม่ได้~” น้ำเสียงของแสงช่างอ่อนหวานละมุนละไม และท้ายประโยคนั้นโอเลี้ยงรู้สึกว่าน้ำเสียงของหล่อนนั้นวิงวอน...
“ง่า~ แล้วผมต้องทำอย่างไรล่ะครับคุณแสง?”
“แสงก็จะกระทบกับคุณ แล้วสะท้อนออกไป ไม่กลับมาที่นี่อีกน่ะสิคะ”
เหมือนโดนดาวหางฮัลเลย์ตกใส่โอเลี้ยง ในหัวโอเลี้ยงได้ยินเสียงสะท้อนของแสงรีเพลไปมาว่า “ไม่กลับมาที่นี่อีก ไม่กลับมาที่นี่อีก ไม่กลับมาอีก.....”
“โอ้วววว ไม่จริ๊งงงง อุตสาห์เจอรักแรกพบทั้งทีเรื่องอะไรจะยอมให้เธอจากฉานปายยยย....(ละโว้ยยย)”
โอเลี้ยงตะโกนก้องในใจ แต่ภายนอกนั้นมาดนิ่งสุขุมเยือกเย็นยิ่งนัก ดุจมายองเนสยี่ห้อสุขุมแช่ตู้เย็นในเซเว่น...และแล้วโอเลี้ยงก็พูดในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง
“คุณแสงครับ แม้ว่านี่จะเป็นโอกาสครั้งเดียวที่พระเจ้าประทานมาให้ผม ผมก็จะคว้ามันครับ!!”
ในที่สุดโอเลี้ยงก็พูดออกไป โดยที่ผู้อ่านชักเริ่มสงสัยแล้วว่านี่เป็นเรื่องราวของวัสดุดำที่สุดในโลกจริงหรือ(วะ)?
“ค่ะ คุณโอเลี้ยง แสงฟังคุณอยู่…” แสงดึงโอกาสนี้ให้นานขึ้นอีกนิด
“เอ่อ... อ่า... ได้โปรดอยู่กับผมตลอดไปเถอะครับ คุณแสง อย่าสะท้อนออกไปที่ไหนอีกเลย…นะครับ~”
รวบรัดและตัดความไปเลย ไม่ต้องเหมือนกับละครไทยซึ่งช่วงนี้ต้องตัดเข้าโฆษณาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง...
“ค่ะ แสงจะอยู่กับคุณ!” ด้วยความตื้นตันใจ แสงตอบพร้อมด้วยน้ำหูน้ำตาที่ไหลพรั่งพรู...
“จริงเหรอครับคุณแสง!” โอเลี้ยงดีใจสุดขีด รีบผายมือออก และแสงก็วิ่งเข้าหาโอเลี้ยงด้วยความเร็ว 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที (เอาน่า...ไม่เว่อร์หรอก ก็เป็นแสงนี่นา) ก่อนจะกระทบกับโอเลี้ยงเล็กน้อย แสงกระโดดตีลังกาถอยหลังเหมือนซิโก้ หมุนตลบๆๆๆ เข้ามาสู่อ้อมกอดของโอเลี้ยง...
ตูม!!!
แล้วทั้งสองก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตราบนานเท่านานนนน.....
ทุกสีที่แสงมีนั้นนั้นโอเลี้ยงไม่ยอมให้สีใดสีหนึ่งหลุดรอดออกไปได้อีก เพราะแสงจะอยู่กับโอเลี้ยงตราบชั่วนิรันดร์...
.... อวสาน....
ละครจบแล้ว!! เอาล่ะครับ การที่โอเลี้ยงดูดทุกสีไว้ ทำให้ไม่มีสีใดสามารถสะท้อนกลับมาสู่ดวงตาของเราได้เลย ดังนั้นเราจึงเห็นโอเลี้ยงเป็นสีดำยังไงล่ะครับ !!! ทีนี้เข้าใจแล้วหรือยังครับว่าทำไมสีดำที่เราเห็นนั้น หมายความว่า เราไม่เห็นมัน....
แว้บ! กลับมาเข้าเรื่อง “วัสดุดำที่สุดในโลก” กันต่อครับ....
นี่คือโครงสร้าง นาโนทิวบ์ เป็นหลอดเห็นๆ
Source : bbc
อย่าเพิ่งลืมละครน้ำเน่าที่ผมแต่งไว้ก่อนหน้านี้นะครับ คะครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วัตถุที่มีสีดำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นดูดแสงไปหมด และเจ้าขนแปรงนาโนนี้ก็สามารถดูดแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพเหลือเกิน ดูดแล้วดำ ดูดแล้วดำ ดูดแล้วดำ... จนในที่สุดวัสดุชนิดนี้จึงกลายเป็นวัสดุที่มึความดำมากที่สุดในโลก!!!
ศาสตราจารย์ Shawn-Yu Lin หัวหน้าโครงการและหัวหน้าสถาบันวิจัยแห่งนี้ ได้เปรียบเปรยหลอดนาโนทิวบ์จิ๋วเหล่านี้ว่า “ป่านาโนทิวบ์” นอกจากพวกมันจะมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงได้ต่ำมากๆแล้ว ยังสามารถดูดซับแสงไว้ได้อย่างเยี่ยมยอดอีกด้วย คุณสมบัติทั้งสองนี้เข้าขากันได้เป็นอย่างดี การที่มันจะได้ชื่อว่าเป็น “วัสดุที่ดำที่สุดในโลก” จีงหนีความจริงไปไม่ได้ครับ...
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า “ความดำ” นั้นเป็นอย่างไร แต่คุณก็ยังไม่รู้ว่ามันดำแค่ไหนใช่ไหมครับ?
ตามคุณ Shawn-Yu Lin ไปหาคำตอบกันว่า ไอ้ที่ว่าดำนั้น มันดำแค่ไหน?...
มันต้องมีตัวเปรียบเทียบ!! จึงจะรู้ว่ามันดำที่สุดอย่างไร!!
เรามีผู้แข่งขัน 2 รายที่คิดว่าเจ๋งที่สุดในโลกมาท้าเจ้า นาโนทิวบ์ล่าสุดนี้!!
ขวาสุดคือ nickel-phosphorous อดีตแชมป์สีดำ ถัดมาตรงกลางคือวัสดุดำล่าสุดที่ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งซึ่งมีพื้นผิวเป็นนาโนทิวบ์ และสุดท้ายทางขวาคือแผ่นคาร์บอนปกติทั่วไป จากภาพที่นำมาให้ดูนี้เขายิงแฟลชไปสุดแรงเกิดแล้วนะครับ ยังมองไอ้ตัวตรงกลางไม่ค่อยออกเลยว่ามันเป็นแท่งทรงกระบอก (ทางซ้ายยังพอมองออกนิดๆ)
Source : National Geographic
ท่านแรก คือ “สี” แบบดำสนิท สีที่ว่านี้จะเป็นสีที่เราใช้ทาบ้าน รวมถึงสีสเปรย์กระป๋องต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นสีที่มีคุณภาพขึ้นชื่อว่าดำที่สุด ดำมาก ดำจริงๆ ดำดึ๋ยๆ...ซึ่งมีค่าการสะท้อนแสง อยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าแสงวิ่งมา 100 ตัว โดนดูดซะ 95 ตัว ที่เหลืออีก 5 ตัวโชคดีสุดๆ สะท้อนกลับออกมาได้ (ซื้อหวยอย่าลืม 95...^-^)
ท่านที่สองคือ แชมป์เก่า ผู้ที่เคยทำสถิติดำมืดที่สุดในโลก นั่นก็คือสารประกอบ nickel-phosphorous สารอะไรน่ะเหรอ? อย่าถามผมเลย...รู้แค่ว่ามันดำมากก็พอ (อ้าว? ตัดช่องน้อยได้ดีมาก!!) มีค่าการสะท้อนแสงเพียง 0.35 เปอร์เซ็นต์ ดำอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าคุณแป้นเสียอีก (หากยังไม่รู้จักคุณแป้น แสดงว่าคุณยังไม่ได้คลิกลิงก์ในตอนต้นเรื่อง)
เอาล่ะมาเจอม้ามืด (มืดสมชื่อ) กันครับ มาเจอกับเขาคนนี้ สองคนแรกที่ว่าดำสุดทน สุดยอดนั้น อย่าคิดว่าแน่ เพราะท่าน หลอดนาโนทิวบ์ (อ่านอีกอย่างว่า ท่าน Lord Nonotube) มีค่าการสะท้อนแสงสุดหูรูดอยู่ที่ 0.045 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น!!! พระเจ้าช่วยบ๊วยเค็ม!!!
นั่นมัน 9 เท่าของแชมป์เก่าอย่างสารประกอบ nickel-phosphorous และอเนจอนาถถึง 100 เท่า!!เมื่อเทียบกับสีดำ…
ย้ำอีกครั้งว่า 100 เท่า!!!
ดำแค่ไหนคงพอจะรู้สึกได้ไม่มากก็น้อยล่ะครับ!!
(ใช่ไหมครับคุณแป้น?)
คุณ Richard Massey นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุ สสาร ที่สถาบัน California Institute of Technology ในรัฐแคลิฟอร์เนียเรียกวัสดุดำสุดๆนี้ว่า “Very Clever” ซึ่งคงจะแปลเป็นไทยได้ว่า “ฉลาดสุดๆ” (คุ้นๆเนาะ เหมือนเอามาจากรายการเกมโชว์ที่ไหน?) แต่เขาบอกว่าอย่าสับสันกับ dark matter หรือ “สสารมืด” ที่เราได้ยินกันบ่อยๆนะจ๊ะ เพราะ ไอ้สสารมืดเนี่ย สามารถดูดซับแสงได้เหมือนกับวัสดุดำก็จริง แต่สสารมืดมีพลังงานสูง สามารถดูดแสงได้หมดจดจนหยดสุดท้ายของแสงเลยทีเดียว และบางครั้งมันก็ทำตัวแปลกๆด้วย คือบางทีมันก็ดูดแสงไม่ให้แสงผ่าน แต่บางทีมันก็ยอมให้แสงวิ่งผ่านได้ (สับสนมาก) สรุปให้เห็นชัดเจนก็คือ ไอ้ตัวหนึ่งมันคือวัสดุที่อยู่บนโลกเรา (วัสดุดำที่เราพูดถึงในขณะนี้) ส่วนไอ้อีกตัวมันเคว้งคว้างอยู่นอกโลก ในอวกาศโน่น (สสารมืด) โอเค และเก็ตกันทุกคนนะ
การค้นพบในครั้งนี้แน่นอนว่าถูกบันทึกไว้ใน Guinness World Record ว่าเป็นวัสดุที่มีความ “ดำ”ที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แล้วเราจะเอาเจ้า “วัสดุดำ” นี้มาใช้ทำอะไรได้บ้างล่ะ?
ท่านผู้อ่านคิดว่ามันสามารถเอาไปทำอะไรเจ๋งๆได้บ้างครับ?
ผมลองมานั่งคิด นอนคิด เดินคิด ตีลังกาซัมเมอร์ซอลเกลียว 3 รอบครึ่งคิด ไม่นานก็ฉับพลันนึกปิ๊งไอเดียขึ้นมาครับ ว่าเอามาทำอะไรดี…
ผมว่าน่าจะเอามา แปะผนังทำบ้านผีสิงดีกว่า ดำดูดขนาดนี้ รับรองมืดอย่างแรง มืดมาก มืดจนคนเดินเข้าไปไม่เห็นอะไรเลย เกิดความผวาตกกะใจสุดขีด เพราะไม่เคยพบกับความมืดเช่นนี้มาก่อน เปรียบดังปากเหวนรกขุมที่ 108 ก็ไม่ปาน แต่พอคิดไปเรื่อยๆ ผมก็เอะใจว่า มันดำ มันมืดแบบชนิดที่ว่าแสงจากไฟฉายแรงแค่ไหนก็โดนดูดหมดอย่างนี้ คนก็ไม่เห็นผี ผีก็ไม่เห็นคน แล้วผีมันจะหลอกคนได้ไงเนี้ย หรือต้องใช้ Night Vision ส่องกล้องมองกลางคืนหลอกกัน ว่าแล้วก็เลิกคิด!
เอาเป็นว่ามาดูไอเดียที่คนฉลาดเค้าคิดดีกว่าครับ...
อย่างแรกที่เค้าว่าน่าจะใช้งานได้เยี่ยมสุดๆ ก็คือ พวก Solar cell ต่างๆไงล่ะครับ เพราะเจ้าพวกนี้ต้องการดูดแสงอาทิตย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ “วัสดุดำ” ก็มีคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของมันซึ่งตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี มีบริษัทเกี่ยวกับระบบ Solar หลายรายสนใจ “วัสดุดำ” เหมือนกันครับ แต่ก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เพราะยังไม่มีการศึกษาในเชิงลึกว่ามันจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง ทั้งด้านการลงทุน ผลตอบแทน สิ่งแวดล้อม และอีกจิปาถะมากมายตามประสาฝรั่งช่างคิดมาก!! (ก็ดีแล้วนี่ ไปว่าเขาอีก เอ้อ..~)
นอกจากเกียไอดู๊ด กู๊ดไอเดียดีๆ กับอุตสาหกรรม Solar แล้ว ยังกู๊ดกับกองทัพสหรัฐด้วย!!!
ทำไมต้องทำเครื่องหมายตกใจ?!! ก็มันต้องตกใจสิครับ! ลองได้ US Army สนใจอะไรสักอย่างเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็มักจะมีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า “อเมริกาครองโลกเร็วขึ้นอีกแล้วววว(โว้ยยย)”
งั้นมาดูว่ากองทัพสหรัฐทำไมจึงสนใจวัสดุดำนัก?
เดาได้ไม่ยากเลย เพราะวัสดุดำมันดูดแสงได้ และแสงก็ทำให้เรามองเห็น ดังนั้นหากเค้าไม่อยากให้เราเห็นของชิ้นหนึ่ง ก็ใช้วัสดุดำนี่ถมเข้าไปซะ เราก็ไม่เห็นแล้ว!! ในบรรดาเครื่องจักรสังหารของกองทัพสหรัฐอเมริกาทั้งหลาย เห็นจะเป็นเจ้าเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Stealth Bombers นี่แหละครับเหมาะสมกับวัสดุดำอย่างที่สุด
แล้วเครื่องบินที่ว่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร? อย่างนี้ครับ....
ก็ร้องอ๋อกันอย่างไม่ต้องสงสัย...
B-2 Stealth Bombers ที่มีรูปร่างแบนๆแปลกๆ สีดำ ดูแล้วไม่น่าจะบินได้ลำนี้ จริงๆแล้วมันเป็นเครื่องบินจารกรรมชั้นยอด ซึ่งเรดาร์ทั่วไปไม่สามารถตรวจจับได้อยู่แล้ว และหากมันถูกเสริมด้วยวัสดุสุดดำนี่เข้าไปอีก ผมว่าคงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหละครับที่เห็นมัน เอเมน…
แน่นั่ง และแน่นอนว่า ข่าวการสร้างวัสดุดำที่สุดในโลกนี้ จะนำความปลาบปลื้ม และยินดีเป็นล้นพ้นต่อกองทัพสหรัฐอเมริกา และยิ่งดีใจเข้าไปอีกสเต็ปจนต้องตบมือกันดังฉาด เมื่อทราบว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบโดยห้อง Lab ในรัฐแคลิฟอร์เนียนี่เอง... (สบายเลยเนาะ...ไม่ต้องไปกดดันใครเหมือนทุกทีที่ผ่านมา...) ทางกองทัพเห็นว่า นี่เป็นการปฏิวัติวงการการสอดแนมและจารกรรมครั้งใหญ่เลยทีเดียว...(พอเต๊อะ!)
ในขณะที่กองทัพสหรัฐอเมริกาจ้องเจ้าวัสดุดำด้วยตาแป๋วแหวว ชนิดที่ว่าย้ายที่ย้ายตำแหน่งไปทางไหน สายตาพี่ท่านก็กลอกกลิ้งตามไปอย่างเหม่อลอยละห้อยหา ทางโปรเฟสเซอร์ Yu-Lin เห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกมาเตือนความจำให้กับทุกคนว่า นี่เป็น “เทคโนโลยีเพื่อสันติ” นะ(เฟ้ย) และพวกเขาพัฒนามันขึ้นเพื่อเน้นหนักในด้านการพัฒนาประสิทธิภาพของ Solar Cell เป็นอันดับแรก ส่วนวัตถุประสงค์รองลงมาก็เพื่อนำวัสดุดำไปประยุกต์ใช้ในกล้องโทรทรรศน์ (ดูดาว) ทำให้ภายในตัวกล้องนั้นมืดสนิทอย่างแท้จริง ตัดแสงรบกวนจากดวงดาวอื่น และสามารถโฟกัสวัตถุที่สนใจได้คมชัดยิ่งขึ้น....
(จ้าๆ รักสันติจริงๆ ก็อย่าเอาไปให้เค้าก็แล้วกัน...พ่อคนดี!!)
สุดท้ายนี้ฝากทิ้งท้ายไว้สักนิด...
จะเพื่อสันติ หรือ เพื่อสงคราม มันก็เป็นเช่นนี้เสมอมาล่ะครับ ออกมารูปแบบไหนไม่มีใครรู้ แต่สิ่งๆหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ธุรกิจนาโนทิวบ์เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่กว้างใหญ่ น่าตื่นเต้น ชวนให้ค้นหา ชวนให้ค้นพบได้อีกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น………มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวธุรกิจนาโนทิวบ์กับเราเถอะครับ!!!!
(อ้าว? เฮ้ย? ไหงลงเอยแบบนี้ซะงั้นอ่ะ?)
เอ้า!! ไหนๆก็ไหนแล้ว ลากคุณผู้อ่านมาอีกนิดเพื่อดูว่า จริงๆแล้วไอ้เทคโนโลยี “นาโน” เนี้ย มันมีอยู่รอบตัวเราครับ!!! ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย!!!
Source : bbc
จบข่าว...สวัสดีครับ...
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://news.nationalgeographic.com/news/2008/01/080123-darkest-mat.html
http://news.bbc.co.uk/1/hi/sci/tech/7190107.stm
http://en.wikipedia.org/wiki/Light
แหล่มหลาย


)
ยยังไม่ได้อ่านทฤษฎีอย่างละเอียดเท่าไหร่ แต่มีความรู้ให้เก็บเกี่ยแน่ๆล่ะ
แต่ชอบละครจังเลยอ่ะ ก้ากกก สุดยอด(สีดำพระเอกบขนาดนี้แสงก็ไม่ไปไหนล่ะค่ะ)
ดราก้อนบอลๆ
#1 By shiny on 2008-02-26 16:44